เมื่อวันพุธที่ 12 มีนาคม 2568 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ผอ.สคทช.) ได้ประชุมร่วมกับนายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กองตำรวจป่าไม้) เพื่อหารือแนวทางและกำหนดมาตรการร่วมกันในการกำกับติดตามและเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่จัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เรื่อง พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) พื้นที่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะมีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่นำมาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กลุ่มที่ 1 แล้วยังประกอบไปด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ กลุ่มที่ 2 และ 3 ที่กรมป่าไม้ดำเนินการอนุญาตและจัดราษฎรเข้าทำประโยชน์ กลุ่มที่ 4 ป่าอนุรักษ์ ดำเนินการโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรา 121 แห่งพ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกลุ่มที่ 5 ดำเนินการ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ ผอ.สคทช. และอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยกองตำรวจป่าไม้ ได้ร่วมกันแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 1 อาคารเทียมคมกฤส กรมป่าไม้
ผอ.สคทช. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สนธิกำลังกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กองตำรวจป่าไม้) กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบการบุกรุกผืนป่าตะวันออก รวม 3 แปลง ได้แก่ 1) ป่าสงวนแห่งชาติป่าแควระบมและป่าสียัด อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา 2) ป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และ 3) ป่าสงวนแห่งชาติป่าตกพรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี พบว่ามีบางพื้นที่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบางพื้นที่เป็นพื้นที่กันคืนป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตปฏิรูปที่ดิน (แปลง RF) และมีบางพื้นที่เป็นพื้นที่ที่กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นำไปจัดที่ดินทำกินให้ราษฎร ตามแนวทางของ คทช. แต่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ โดยการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) กลุ่มที่ 1 เป็นการอนุญาตให้ราษฎรเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐ โดยกรมป่าไม้อนุญาตให้ผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในลักษณะแปลงรวม โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เมื่อจัดราษฎรเข้าทำประโยชน์แล้วจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ และการช่วยเหลือด้านการตลาด คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัดและคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาดจะติดตามและดูแลราษฎรอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าราษฎรสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินที่รัฐจัดให้ได้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
ที่ผ่านมา สคทช. ร่วมกับ GISTDA มีการกำกับติดตามการใช้ประโยชน์ในแปลงจัดที่ดิน คทช. กลุ่มที่ 1 ซึ่ง สคทช. มีขอบเขตรูปแปลงที่ดิน โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมผ่านระบบติดตามการใช้ประโยชน์พื้นที่จัดที่ดิน คทช. (SPHERE) เพื่อยืนยันในการตรวจสอบย้อนหลัง (Traceability) ว่าผลิตภัณฑ์จากแปลง คทช. ไม่ได้ทำลายป่าหรือทำให้ป่าไม้เสื่อมโทรมภายหลัง พ.ศ. 2563 ตามที่กำหนดในกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU regulation on deforestation-free products: EUDR)
ทั้งนี้ ผลการหารือ สคทช. จะร่วมกับ กรมป่าไม้ และ GISTDA ยกระดับการกำกับติดตามการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้และการบุกรุกพื้นที่ป่าและพื้นที่ คทช. ทั่วประเทศ โดยจะบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อนำเข้าข้อมูลรูปแปลงที่ดินที่ได้รับอนุญาตแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 กลุ่มที่ 1-3 รวมเนื้อที่กว่า 7.32 ล้านไร่ ในระบบติดตามการใช้ประโยชน์พื้นที่จัดที่ดิน คทช. (SPHERE) เพื่อให้การกำกับติดตามการใช้ประโยชน์พื้นที่มีความครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวบริษัทเอกชนได้กว้านซื้อที่ดินชาวบ้านใน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแควระบม และป่าสียัด ซึ่งบางส่วนอยู่ระหว่างการจัดราษฎร เพื่อเข้าทำกินอย่างถูกต้องตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) และนำไปขายให้กับกลุ่มนายทุนจากต่างชาติเพื่อปลูกทุเรียน กรมป่าไม้ และกองตำรวจป่าไม้ จะตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
“การจัดที่ดินทำกินตามนโยบาย คทช. ของรัฐบาล สร้างประโยชน์และความมั่นคงให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ได้มีที่อยู่อาศัยที่ทำกิน สร้างรายได้ สร้างอาชีพเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งมีผลความสำเร็จให้เห็นในหลายพื้นที่ อาทิ ในพื้นที่ คทช. ต.แม่ทา อ.แม่ออน และ ต.กองแขก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ ที่ดิน คทช. ซื้อขาย เปลี่ยนมือไม่ได้ ตกทอดถึงลูกหลานได้เท่านั้น ผู้ซื้อ-ขาย ผู้บุกรุกหรือครอบครองโดยมิชอบจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” ผอ.สคทช. กล่าวย้ำ