บทความแนะนำหนังสือและงานวิจัย (Book & Research Review) เรื่อง เศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย: ปริทัศน์สถานภาพความรู้

โดย นายอนุวัตร จินตกสิกรรม1

นายอรรถพันธ์ ว่องรชตไพศาล2

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กลุ่มงานวิจัยและวิเคราะห์มาตรการ

หนังสือเรื่อง “เศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย: ปริทัศน์สถานภาพความรู้” ของ อภิวัฒน์ รัตนวราหะ3 เป็นผลงานจากโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2556 – 2557 มีวัตถุประสงค์หลักในการประมวลความรู้พื้นฐานจากงานเขียนและงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย เพื่อระบุช่องว่างความรู้ด้านเศรษฐกิจที่ดินที่เป็นประเด็นสำคัญซึ่งควรส่งเสริมให้มีงานวิจัยที่สามารถประยุกต์และต่อยอดในการสร้างแนวทางการวางนโยบายสาธารณะและแนวทางการบริหารจัดการที่ดินที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ประกอบด้วยเนื้อหาสาระสำคัญจำนวน 4 บท ได้แก่ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 เศรษฐกิจที่ดินในป่าไม้และชนบท บทที่ 3 เศรษฐกิจที่ดินในเมือง และบทที่ 4 ประเด็นวิจัยในอนาคต4 ซึ่งในบทความแนะนำหนังสือเรื่องนี้จะนำทุกท่านไปทำความเข้าใจเนื้อหาภาพรวมของหนังสือว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอะไรบ้าง เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมจะได้ไปหาอ่านหนังสือเล่มนี้ฉบับเต็มต่อไปได้

รูปภาพแสดงหน้าปกหนังสือ และผู้แต่งหนังสือเศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย: ปริทัศน์สถานภาพความรู้

ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้นิยามคำว่า “เศรษฐกิจที่ดิน” ที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตของการศึกษาไว้ คือ ความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจระหว่างหน่วยเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากที่ดินในฐานะที่เป็นทรัพย์สินและปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและการผลิต ครอบคลุมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างที่ดินกับหน่วยเศรษฐกิจทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ครัวเรือน ผู้ประกอบการ และองค์กร รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเศรษฐกิจเหล่านั้นในการถือครองที่ดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการโอนและแลกเปลี่ยนซื้อขายสิทธิในที่ดิน5

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนใช้แนวทางการปริทัศน์สถานภาพความรู้ (State of Knowledge) ด้านเศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย โดยอาศัยการทบทวนเนื้อหาจากแหล่งข้อมูลในเอกสารและสิ่งตีพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและที่ดิน เพื่อนำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ประเด็นที่เป็นบทสรุปและข้อเสนอแนะในตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ ครอบคลุมประเด็นเชิงเศรษฐกิจของที่ดินทั้งในพื้นที่ป่าไม้และชนบท รวมถึงพื้นที่เมือง โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่เริ่มมีแนวคิดในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นหลัก ร่วมกับการทบทวนเศรษฐกิจที่ดินในช่วงก่อนและหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของแนวคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ดินในประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว6

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้นำเสนอวิวัฒนาการของบทบาทที่ดินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีวิวัฒนาการไปตามการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคมของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย โดยแบ่งได้เป็น 3 แนวคิด ดังแสดงให้เห็นโดยสรุปในตารางด้านล่าง

ตารางแสดงบทบาทของที่ดินตามวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคม
ที่มา: อภิวัฒน์ รัตนวราหะ. (2559), หน้า 11 – 21.

หนังสือได้นำเสนอภาพรวมของการปริทัศน์สถานภาพองค์ความรู้จากงานวิจัยและงานเขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทยออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เศรษฐกิจที่ดินในป่าไม้และชนบท (บทที่ 2) และเศรษฐกิจที่ดินในเมือง (บทที่ 3) เนื่องจากมีมุมมองที่แตกต่างกันในหลายประเด็น กล่าวคือ ที่ดินในชนบทและป่าไม้ มีบทบาทในฐานะเป็นวัตถุดิบถูกใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก ประโยชน์และมูลค่าของที่ดินในชนบทจึงขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและระยะทางถึงตลาด ส่วนที่ดินในเมืองถูกมองว่ามีบทบาทในฐานะที่ตั้งและเริ่มมีบทบาทในฐานะสินค้าบริโภค มักใช้เป็นที่ตั้งของกิจกรรมเศรษฐกิจในสาขาทุติยภูมิและตติยภูมิ เช่น อุตสาหกรรม การค้าและบริการ เป็นต้น ประโยชน์และมูลค่าของที่ดินจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงของที่ดินนั้นเป็นหลัก ซึ่งถูกกำหนดโดยทำเลที่ตั้งของแปลงที่ดินและการเชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ส่งผลให้ประเภทและระดับการใช้ประโยชน์ของที่ดินในที่ดินผืนข้างเคียงมีผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อการใช้ประโยชน์และมูลค่าของที่ดินในเมืองมากกว่าที่ดินในป่าไม้และชนบท อีกทั้งปัจจัยเชิงสถาบันและการเมืองในการบริหารจัดการก็มีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างที่ดินในชนบทและป่าไม้กับที่ดินในเมือง

สำหรับเนื้อหาตอนท้ายของหนังสือเล่มนี้ (บทที่ 4) ผู้เขียนได้นำผลการทบทวนสถานภาพองค์ความรู้ในบทที่ 2 และบทที่ 3 มาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อระบุช่องว่างด้านความรู้ที่จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ในด้านทฤษฎีและด้านนโยบายสาธารณะได้อย่างเหมาะสมและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมืองและเทคโนโลยี โดยได้สรุปประเด็นที่จำเป็นต้องมีการสร้างองค์ความรู้เพิ่มเติมในอนาคต ประกอบด้วย 4 ประเด็นหลักสำคัญ ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำและความเป็นธรรมด้านที่ดิน กระบวนการเป็นเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการที่ดินในบริบทโลกาภิวัตน์ 7

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังชี้ให้เห็นผลกระทบของการกำหนดหัวข้อสำหรับการศึกษาวิจัยที่ไม่ทันต่อบริบทและสถานการณ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งให้กระบวนทัศน์ในการกำหนดนโยบายและกฎหมาย รวมถึง การดำเนินงานของภาครัฐยังไม่สะท้อนต่อสภาพความเป็นจริง ทำให้เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในด้านการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งควรได้มีการศึกษาวิจัยเชิงลึกต่อไปในอีกหลายหัวข้อ โดยคำนึงถึงแนวโน้มและเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เช่น การอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ การบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร การพัฒนาสิทธิในเขตปฏิรูปที่ดิน ภาษีที่ดินและทรัพย์สิน การบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน การจัดตั้งธนาคารที่ดิน และระบบการเงินเพื่อการเข้าถึงที่ดิน เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือฉบับเต็มได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจประเด็นปัญหาและสถานภาพขององค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและที่ดินของประเทศไทยในภาพรวม สำหรับนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป


อ้างอิง

1 นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

2 นักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

3 รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4 อภิวัฒน์ รัตนวราหะ. (2558). เศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย: ปริทัศน์สถานภาพความรู้. สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ: กรุงเทพฯ.

5 อภิวัฒน์ รัตนวราหะ. (2558). เศรษฐกิจที่ดินของประเทศไทย: ปริทัศน์สถานภาพความรู้, หน้า 8 – 9.

6 เรื่องเดียวกัน, หน้า 7.

7 เรื่องเดียวกัน, หน้า 249 – 262.


Slide
Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

previous arrow
next arrow

epetitions

complaint