โดย นางสาวสิริลักษณ์ จันทร์แจ่มศรี1

นายภิชชากรณ์ วงศ์ทองดีปี่แก้ว2

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กลุ่มงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน ในบทความนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับแนวทางการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ก่อนอื่นเลยต้องเล่าให้ทุกท่านฟังก่อนว่าเกิดปัญหาอะไรในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจนรัฐบาลต้องหาวิธีการมาจัดการปัญหาในพื้นที่นี้

พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คืออะไร

ที่ดินของรัฐมีด้วยกันหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทจะมีการออกกฎหมายโดยหน่วยงานที่ดูแลรักษาพื้นที่ เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมธนารักษ์ เป็นต้น แต่ละหน่วยงานจะประกาศและแสดงแนวเขตพื้นที่ที่ตนเองดูแล และป่าสงวนแห่งชาติก็เป็นที่ดินของรัฐประเภทหนึ่งที่อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ โดยพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คือ ป่าที่ได้กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการในการคุ้มครอง ป้องกัน รักษาสภาพป่าไม้ ของป่า และบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ

ปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

  1. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541
    ในอดีตที่ผ่านมามีราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าและอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเป็นจำนวนมาก ประกอบกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดิน ได้ประกาศแนวเขตทับซ้อนกันหลายหน่วยงาน เช่น บางพื้นที่เป็นทั้งป่าไม้และที่สงวนหวงห้ามของราชการทหาร บางแห่งเป็นทั้งป่าไม้และที่ราชพัสดุ บางแห่งเป็นทั้งพื้นที่ป่าไม้และที่สาธารณประโยชน์ ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติได้เล็งเห็นปัญหาเหล่านี้ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้กรมป่าไม้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมที่ดิน และกรมธนารักษ์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบราษฎรที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่และดำเนินการจำแนกแยกแยะแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน ซึ่งภายหลังจากมีมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว กรมป่าไม้ จึงได้ดำเนินการตรวจสอบแต่ละพื้นที่ โดยได้ดำเนินการอ่านแปลจากภาพถ่ายทางอากาศสี (Ortho Photo) เมื่อปี 2545 เพื่อดูร่องรอยการทำประโยชน์ในพื้นที่ ซึ่งแบ่งพื้นที่ตามลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 หลังจากที่กรมป่าไม้ได้จำแนกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้วเสร็จก็ได้กำหนดมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามชั้นลุ่มน้ำ ดังนี้
    กลุ่มที่ 1 ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 และ 2
    • เป็นพื้นที่ล่อแหลมคุกคามต่อระบบนิเวศ ควรจ่ายค่าชดเชย หรือเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ต้นน้ำ
    • กรณีรอการเคลื่อนย้ายให้ควบคุมพื้นที่อย่างเข้มงวดโดยจัดให้อยู่อาศัยในรูปแบบหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ระดับ 1
    กลุ่มที่ 2 ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 3, 4 และ 5
    • อนุญาตให้อยู่อาศัยทำประโยชน์ในลักษณะเป็นกลุ่ม/ชุมชนโดยจัดอยู่ในรูปแบบหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ระดับ 2
  2. คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 และที่ 66/2557
    สำหรับการแก้ไขปัญหาราษฎรที่บุกรุกในพื้นที่ป่าไม้เพื่ออยู่อาศัยทำกินหลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 (หลังปี 2545) ซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกรุกรายใหม่จะต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉียบขาด(ทวงคืน/จับกุม) และให้กรมป่าไม้นำพื้นที่เหล่านี้มาฟื้นฟูสภาพป่าโดยเร็ว กรณีมีพืชผลอาสิน หากเป็นพืชเก็บเกี่ยวได้ในรอบฤดูกาล ให้อาศัยอยู่ได้จนเสร็จสิ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว หากเป็นพืชยืนต้น เช่น ยางพารา และไม้ผลชนิดอื่น ๆ เป็นต้น ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ภายใต้กฎหมายและระเบียบ หากฝ่าฝืนให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดโดยยึดถือปฏิบัติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 สั่ง ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทําลายทรัพยากรป่าไม้ โดยให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองกําลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองกําลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก และกองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานที่มีภารกิจและอํานาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดําเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือครอบครอง ทําลาย หรือกระทําด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทําให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่า รวมทั้งผู้สมคบและสนับสนุนช่วยเหลือ ให้ได้ผลอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบตัดไม้มีค่าหรือไม้หวงห้าม การนําเข้าและส่งออกไม้ที่ผิดกฎหมายตลอดแนวชายแดน ตลอดจนปราบปรามเครือข่ายขบวนการตัดไม้ทําลายป่าในทุกหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 สั่ง ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมีสาระสำคัญเพื่อให้การดำเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกรายใหม่จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ กรณีใด ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบุกรุกของราษฏรในพื้นที่ได้ เนื่องจากยังมีราษฎรรายใหม่เข้าไปอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลง ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้เสนอเรื่องการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน เพื่อแก้ไขปัญหาราษฎรอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้อย่างผิดกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 เห็นชอบหลักการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวมโดยมิให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติกำหนดในรูปแบบสหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม โดยการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของประเภทที่ดินกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อกำหนด หรือเงื่อนไขภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอเพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เกิดประโยชน์สูงสุด สมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นหลักการจัดที่ดินทำกินในที่ดินของรัฐทุกประเภท รวมถึงพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติด้วย แต่ยังไม่มีการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาราษฎรที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท)
  3. มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561
    อย่างไรก็ตาม พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ผ่านการสำรวจจากกรมป่าไม้โดยได้ดำเนินการอ่านแปลจากภาพถ่ายทางอากาศสี (Ortho Photo) เมื่อปี 2545 ยังคงมีราษฎรอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1, 2 จำนวน 2.1 ล้านไร่ และนอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ระหว่างปี 2545 – 2557 อยู่อีกส่วนหนึ่ง เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4, 5 จำนวน 3.7 ล้านไร่ และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 จำนวน 2.8 ล้านไร่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้เสนอกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) หรือที่เรารู้จักในชื่อ“รถไฟ 5 ขบวน” เพื่อไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม โดยมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เห็นชอบกรอบมาตรการดังกล่าว แต่ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงเฉพาะพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น ซึ่งก็คือรถไฟขบวนที่ 1 ถึงขบวนที่ 3
    รถไฟขบวนที่ 1 (กลุ่ม 1) พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4, 5 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นการนำพื้นที่ที่กรมป่าไม้ได้ทำการสำรวจรังวัดแปลงที่ดินไว้แล้วตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 3.9 ล้านไร่
    รถไฟขบวนที่ 2 (กลุ่ม 2) พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4, 5 หลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 3.7 ล้านไร่
    รถไฟขบวนที่ 3 (กลุ่ม 3) พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
    กรณีที่ 1 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 ก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 2.1 ล้านไร่
    กรณีที่ 2 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ 1, 2 หลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 จำนวน 2.8 ล้านไร่
    รูปภาพแสดงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
    ที่มา: การแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561, กรมป่าไม้ (2562)

    โดยพื้นที่ในแต่ละกลุ่มจะมีกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทํากินในพื้นที่ป่าไม้ และสรุปมาตรการการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามตารางดังนี้

    ตารางแสดงกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
    ที่มา : การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 5, หน้า 150.

    สำหรับมาตรการการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กลุ่ม 3 ชุมชนที่อยู่ในลุ่มน้ำ ชั้น 1, 2 ปัจจุบันกรมป่าไม้มีการกำหนดเงื่อนไขในการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง แบ่งเป็นกรณีประชาชนอยู่ก่อนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้ปลูกป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ และกรณีประชาชนอยู่หลังมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ให้ปลูกป่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่

ประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนได้รับ
จากการดำเนินการตามกรอบมาตรการการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศ ดังนี้

  1. สามารถแก้ไขปัญหาที่ดินที่มีราษฎรใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้ถูกต้อง เหมาะสมอย่างยั่งยืน มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยและทำกินส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่ภาครัฐก็ไม่ได้เสียความเป็นเจ้าของพื้นที่เหล่านั้นไป
  2. ภาครัฐสามารถเข้าไปดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนที่ได้รับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาอาชีพและการตลาด แตกต่างจากเดิมที่ชุมชนที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพใด ๆ
  3. สร้างการมีส่วนร่วมให้ชุมชนและหน่วยงานรัฐได้ร่วมกันดูแลรักษาและใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างยั่งยืนในลักษณะที่เกื้อกูลต่อการอนุรักษ์ เกิดความร่วมมือในการฟื้นฟูสภาพป่า ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศเพิ่มขึ้น เป็นการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินให้เกิดความสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

เป็นอย่างไรบ้างท่านผู้อ่าน มาถึงตรงนี้แล้วทุกท่านก็ได้ทราบและเข้าใจถึงแนวทางและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติกันแล้ว

สุดท้ายนี้ ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ในพื้นที่ของรัฐอื่นได้จากเล่มคู่มือการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ทางเว็บไซต์ https://www.onlb.go.th และ Facebook fanpage : สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ


1 นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

2 นักวิเคราะห์นโยบายและแผนปฏิบัติการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

เอกสารอ้างอิง

กรมป่าไม้. (2563). คู่มือการปฏิบัติงานในการสำรวจการครอบครองในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร: ทิพย์เนตรการพิมพ์.

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ. (2566). พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทํากินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541. เข้าถึงเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2566 จาก https://shorturl.asia/CptUZ.

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ. (2566). การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 5 (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บริษัท ต้นคิด ครีเอท จำกัด.


Slide
Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

Slide

รางวัล คนดีศรี สคทช. ประจำปี 2566

previous arrow
next arrow

epetitions

complaint